งานประจำสัปดาห์ที่ 2
1. หลังศึกษาเนื้อหาพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติกับแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ให้นิสิตทำกิจกรรมดังนี้
1.1 จากแหล่งการเรียนรู้ 31 แห่ง ให้แบ่งประเภทของแหล่งการเรียนรู้ เช่น
- ทรัพยากรธรรมชาติ
ได้แก่ สวนพฤษศาสตร์ จำนวน 4 แห่ง
- อาคารสถานที่
ได้แก่ หอศิลป์ จำนวน 4 แห่ง และสวนสัตว์ จำนวน 5 แห่ง
- กิจกรรม
ได้แก่ ห้องสมุดประชาชน จำนวน 9 แห่ง ศูนย์การกีฬาและนันทนาการ จำนวน 1 แห่ง และพิพิธภัณฑ์ จำนวน 12 แห่ง
1.2 จากแหล่งการเรียนรู้ต้นแบบ 31 แหล่ง ให้นิสิตประเมินแหล่งการเรียนรู้โดยเลือกมา 1 แหล่ง ในประเด็นดังนี้
พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
กลุ่มเป้าหมายหลัก เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป สามารถเข้ามาหาความรู้ได้ตลอดเวลาทำการ โดยจะเน้นไปที่เด็กและเยาวชนจะเป็นการ อนุรักษ์ ส่งเสริม เผยแพร่ ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีไทย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าของเยาวชนทั่วไป
มีรูปแบบเป็นห้องนิทรรศการแสดงผลงานหุ่นขี้ผึ้ง
จัดอยู่ในการศึกษาตามอัธยาศัย โดยผู้ที่สนใจ สามารถเข้าเยี่ยมชมได้ตลอดเวลาทำการของพิพิธภัณฑ์ คือ เปิดเข้าชมทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 09.00 - 17.30 น. วันเสาร์- อาทิตย์ ,วันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 08.30 – 18.00 น. ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 50 บาท เด็ก 10 บาท พระภิกษุ สามเณร แม่ชี นักบวช นักศึกษาในเครื่องแบบ 20 บาท
2. หลังจากศึกษาเนื้อหาแหล่งการเรียนรู้ประเภทบุคคลให้นิสิต Download Clip VDO เกี่ยวกับแหล่งเรียนรู้ประเภทบุคคล คนละ 2 ClipVDO พร้อมนำเสนอบน Weblog พร้อมอธิบาย องค์ความรู้ที่ได้/รางวัลที่ได้รับ/จุดเด่น
บุญเต็ม ชัยลา
ปราชญ์นักพัฒนาแห่งหมู่บ้านดงบัง
แหล่งที่มา : มูลนิธิพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต จังหวัดขอนแก่น
ความเป็นมา : พ่อบุญเต็ม ชัยลา ผู้ใหญ่บ้าน
วัย 57 ปี แห่งหมู่บ้านดงบัง หนึ่งใน ปราชญ์ชาวบ้าน วัย 57
ปี ซึ่งอยู่ในจังหวัดขอนแก่นก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มีความมุ่งมั่นปรารถนา
ที่จะพลิกผืนนาที่แห้งแล้งให้กลับคืนสู่ความเขียวชะอุ่มเต็มท้องทุ่งอีกครั้ง โดยทุ่มเทแรงกายและแรงใจทั้งหมด
เพื่อสร้างสรรค์สิ่งดีๆและเป็นตัวอย่างที่ดี จนกลายเป็นที่รักและเคารพของชาวบ้านทุกคนแต่กว่าจะมาถึงวันนี้
ตัวพ่อบุญเต็มเองก็บอกว่าเขาได้ลองผิดลองถูกมาไม่น้อย ประสบการณ์มากมาย ที่ตรงบ้างและอ้อมบ้าง
ต่างเป็นครูสอนใจจนทำให้เดินมาถึงจุดนี้ได้ เพราะชีวิตของพ่อบุญเต็มก็ไม่ได้ต่างอะไรจากคนอีสานจำนวนมากมายที่ยืนอยู่บนผืนแผ่นดินนี้
นายบุญเต็ม ชัยลา เป็นคนที่มีความเสียสละเพื่อส่วนรวม เขาได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการทำงานช่วยเหลือชุมชนในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นงานทางด้านการเกษตร หรืองานด้านการสาธารณสุข โดยการเป็นอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ต่อมาเขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ใหญ่บ้านดงบัง และได้รับรางวัลผู้ใหญ่บ้านดีเด่นระดับอำเภอในปี พ.ศ. 2536 นอกจากรางวัลผู้ใหญ่บ้านดีเด่นแล้ว
นายบุญเต็มยังได้รับรางวัลต่าง ๆ อีกมากมายในฐานะที่เป็นผู้อุทิศตนช่วยเหลือสังคม
ส่วนแนวคิด ผลงาน และกิจกรรมของนายบุญเต็ม
นั้น เขามักเน้นด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม แบบบูรณาการในระดับหมู่บ้าน
โดยยึดหลักเกษตรพอเพียง เกษตรอินทรีย์ ลด
ละ เลิกการใช้สารเคมี และเน้นการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่นการพัฒนาแหล่งพื้นที่ปลูกป่า และมีการจัดอบรม ศึกษาดูงาน ตลอดจนพัฒนาเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีสมาชิกเครือข่ายในระดับอำเภอ
จังหวัด ภาค และระดับประเทศ
สำหรับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เข้ามาให้การสนับสนุนและส่งเสริมแนวความคิดและกิจกรรมต่าง ๆ ที่กลุ่มของเขาทำในพื้นที่ ได้แก่
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เข้ามาสนับสนุน งบประมาณ ในการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร โดยดำเนินการในรูปแบบเครือข่ายเกษตรนำร่องเพื่อการพึ่งตนเองทั่วประเทศ และกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม
ช่วยสนับสนุนในการพัฒนาองค์กรเครือข่าย โดยจัดการฝึกอบรม
ศึกษา ดูงาน และจัดประชุม เป็นต้น
นายบุญเต็ม ยังมีส่วนส่งเสริมและสนับสนุนการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีการทำเกษตรอินทรีย์ เป็นการลด ละ เลิก การใช้ปุ๋ย
และสารเคมี และยึดหลักเกษตรพอเพียงตามแนวพระราชดำริ ส่งเสริมการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติโดยการปลูกป่า
และพัฒนาแหล่งน้ำ ตลอดจนพัฒนาเครือข่ายและองค์กรเครือข่าย
รวมทั้งสร้างเครือข่ายในระดับต่าง ๆ หลังจากการดำเนินงานที่ก่อให้เกิดเครือข่ายในระดับต่าง
ๆ มากมาย ซึ่งมีจำนวนรวมทั้งสิ้น 2,261 ครอบครัว
สมาชิก เครือข่ายมีการขยายผลและช่วยเหลือคนอื่นให้นำแนวคิดและวิธีปฏิบัติไปใช้ในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการประกอบอาชีพพึ่งตนเองได้ในอนาคต
รายละเอียดโครงการ/กิจกรรม
:
1) เกษตรกรรมพึ่งตนเอง
2) มีการออมน้ำ ออมความอุดมสมบูรณ์ของดิน การออมสัตว์
และออมต้นไม้ยืนต้นทั้งผัก ผลไม้ และไม้ใช้สอย
3) มีการจัดการขยายเครือข่ายการเรียนรู้สู่การพึ่งตนเอง
“วิบูลย์ เข็มเฉลิม”
เจ้าของแนวคิด “วนเกษตร”แห่งอำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา
ผู้ยึดมั่นในระบบเศรษฐกิจพอเพียงไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม
นายวิบูลย์ เข็มเฉลิม
จังหวัดฉะเชิงเทรา
อายุ 73 ปี
การศึกษา มัธยมศึกษาตอนปลาย
สถานภาพ สมรสกับนางสมบูรณ์ เข็มเฉลิม มีบุตร 1 คน และธิดา 2 คน
อาชีพ เกษตรกร
ที่อยู่ บ้านเลขที่ 224 บ้านห้วยหิน หมู่ที่ 1 ตำบลลาดกระทิง อำเภอสนามชัยเต จังหวัดฉะเชิงเทรา
ผลงานดีเด่น
· อนุกรรมการดำเนินโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า ในพื้นที่รอยต่อ 5 จังหวัด (ภาคตะวันออก) ดันเนื่องมาจากโครงการพระราชดำริ
· หัวหน้าโครงการศึกษาพรรณพฤกษชาติและการใช้ประโยชน์ทรัพยากรป่าไม้ในป่าตะวันออกอย่างยั่งยืน
· สมาชิกวุฒิสภา
· คณะกรรมการ และผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆ
· สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
· แนวคิดพึ่งตนเองและแนวทางสนเกษตร
นายวิบูรย์ เข็มเฉลิม ผู้นำวิถีชีวิตเกษตรพึ่งตนเองในอดีตได้เข้ามาเป็นแรงงานเด็กในเมือง ฉะเชิงเทรา พยายามเรียนจนจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ระหว่างปี พ.ศ. 2504-2524 นายวิบูรณ์ เข็มเฉลิมทำการเกษตรเชิงธุรกิจจนทำให้เกิดหนี้สินจำนนวนมาก ซึ่งเกษตรเชิงธุรกิจเป็นระบบที่ใช้การลงทุนด้วยเงินทั้งหมด เริ่มตั้งแต่ การจ้างแรงงาน ซื้อพันธุ์ไถดิน เตรียมดิน ถางหญ้า ให้ปุ๋ย ให้สารเคมี แม้กระทั่งจะต้องจ้างแรงงานขนย้ายเพื่อนำไปขาย ทำให้ในปี 2504 ถูกธนาคารฟ้องร้องและบังคับให้ขายที่ดิน 200-300 ไร่ เพื่อนำไปใช้หนี้สิน จึงทำให้นายวิบูรณ์ เข็มเฉลิม เหลือที่ดินประมาณ 10 ไร่ และต่อมาได้เปลี่ยนวิถีชิวิตจากการเกษตรเชิงธุรกิจ มาสู่การเกษตรแบบพึ่งตนเอง บนที่ดินที่เหลืออยู่ ซึ่งนายวิบูรย์ ทำการเกษตรบนพื้นฐานของความรู้ความเข้าใจ และการเรียนรู้ที่ถูกต้อง สามารถเข้าใจทรัพยากร และจัดการเป็น ทำให้ไม่มีหนี้สิน และไม่เดือนร้อนไม่ว่าจะมีเงินมากน้อย เนื่องจากมีพออยู่พอกิน และไม่สร้างภาระให้กลายเป็นหนี้สินขึ้นมาอีก ซึ่งนายวิบูรณ์ มองว่า ปัญหาที่เกิดวันนี้ ไม่ใช่เรื่องของจำนวนที่ดินที่มีมากหรือน้อย หรือต้องทำอะไรจำนวนมากๆ แต่ปัญหาสำคัญที่เกิดคือไม่สามารถบริหารจัดการได้
นายวิบูรณ์ เข็มเฉลิม เห็นว่าเกษตรกรจำเป็นต้องเข้าใจชีวิต โดยหากมีผลผลิตหลายอย่างเกินความจำเป็นต้องกินต้องใช้ ก็สามารถขายได้ แต่จะขายอย่างไรหรือเท่าไร อยู่ที่ความรู้ความเข้าใจ แต่ทุกวันนี้เกษตรกรปลูกผลผลิตได้เท่าไหร่ ก็จะขายทั้งหมด แล้วก็เอาเงินไปซื้อกินทั้งหมดก็จะอยู่ไม่ได้ ดังนั้นเกษตรกรต้องเปลี่ยนวิธีคิดและระบบการจัดการใหม่ โดยสรุปแล้วทำธุรกิจต้องมอง เรื่องชีวิตด้วย มองเรื่องค้าขายในส่วนที่จำเป็นต้องขาย ซึ่งถ้ามองเรื่องค้าขายอย่างเดียวโดย ไม่สนในเรื่องชีวิตจะอยู่อย่างไร หรือจะเอาแต่เรื่องชีวิต ไม่เอาเงินเลย ก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน เพราะสังคม เปลี่ยนระบบความสัมพันธ์ไปใช้เงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มนุษย์จึงไม่ปฏิเสธเงิน ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่จะเอาแต่เงิน
นายวิบูรย์ เข็มเฉลิม ได้ตัดสินใจเปลี่ยนวิถีชีวิตของตนเอง จากเกษตรธุรกิจ มาเป็นแบบการพึ่งตนเอง ซึ่งต้องเริ่มจากจิตใจก่อน มีความเข้าใจชิวิตว่าชีวิตควรเป็นอิสระจากอิทธิพลของเงินและระบบตลาดให้มากที่สุดโดยเป็นหนทางในการเลี้ยงชีวิตที่ครอบคลุมปัจจัยสี่ และเหลือเงินทองสำหรับการจับจ่ายมราจำเป็น นายวิบูลย์ได้เรียนรู้จากผืนดิน 10 ไร่ที่เหลือ โดยได้ปลูกพันธ์ไม้สารพัดจนกลายเป็นป่าย่อมๆ ที่แน่นขนัด เมื่อถึงจุดหนึ่งสามารถให้ผลผลิต ศักยภาพของการพึ่งตนเองเริ่มปรากฎชัดขึ้น ซึ่งนายวิบูลย์ เข็มเฉลิมเรียกวงจรการพึ่งตนเองที่อิงอาศัยป่าเล็กๆ ว่า วนเกษตร ซึ่งหมายถึง การดำรงชีวิตของมนุษย์ที่อยู่เคียงคู่กับป่า และความหลากหลายพรรณไม้ใหญ่น้อย และเรียนรู้การหาอยู่หากินอย่างมีความสุข โดนวนเกษตรต้องมีความหลากหลาย ซึ่งจะช่วยให้พรรณพืชในวนเกษตรได้เติบโตโดนอย่างอิสระและสมบูรณ์ การเริ่มต้นวนเกษตรจะต้องว่างแผน โดยเริ่มจากพิจารณารูปที่ดินลักษณะผืนดิน ความลาดชัน ต้นไม้ดังเดิม จะเป็นรูปแบบของสวนที่มีทั้งป่า ไม้ยืนต้น ไม้ผล แปลงผักรวมอยู่ในบริเวณบ้าน หรือจะเป็นไม้ยืนต้นปลูกรอบคันนา หรือจะกันพื้นที่พืชไร่ส่วนหนึ่งเป็นป่าเพื่อเริ่มลองวนเกษตร ซึ่งวนเกษตรสามารถยืนหยุ่นได้ไม่มีลักษณะตายตัว แต่ที่สำคัญคือ ต้องมีไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ไม้ผลขนาดกลาง พืชผักสมุนไพร ที่หลากหลายชนิด และสามารถตอบสนองประโยชน์ใช้สอยได้ โดยปลูกคละเติบโตอยู่รวมกันในพื้นที่ การบริหารจัดการในวนเกษตร เป็นศิลปะเฉพาะตัว ขึ้นอยู่กับลักษณะของพื้นที่ แต่ถ้าเริ่มจากการทำอยู่ทำกินเป็นหลัก ชีวิตวนเกษตรไม่ลำบากมากนัก นอกจากนายวิบูลย์ เข็มเฉลิม จะเป็นผู้บุกเบิกวนเกษตรแล้ว ยังเป็นนักสะสมพันธุ์กล้าไม้ป่าที่มีคุณค่า เพื่อแจกจ่ายให้ผู้คนที่เริ่มสนใจวนเกษตรได้ไปปลูก
นายวิบูลย์ เข็มเฉลิม เห็นว่า วนเกษตรคือรากฐานของชีวิต และรากฐานของครัวเรือนไทยในชนบท และยังเป็นรากฐานของประเทศชาติ ซึ่งจะเป็นหนทางที่นำพาชีวิตให้หลุดพ้นจากบ่วงแห่งสังคมบริโภคนิยม แต่กระบวนการเรียนรู้เป็นเรื่องยากที่จะทำให้เกิดขึ้นในจิตใจของประชาชนทั่วไปกว่าที่นายวิบูลย์ เข็มเฉลิม จะได้ค้นพบวิธีแห่งวนเกษตร ได้ผ่านการเรียนรู้ที่ยาวนานและเจ็บปวด เมื่อพบและเชื่อมั่นในหนทางนี้ ชีวิตที่เหลือของนายวิบูลย์ เข็มเฉลิมจึงได้ทุ่มเทให้กับสร้างกระบวนการเรียนรู้เรื่องวนเกษตรให้เกิดขึ้นในสังคมไทย โดยมิได้ผลักดันกระบวนการเรียนรู้ในชนบทเท่านั้น แต่ยังได้มีโอกาสผลักดันเข้าไปในสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และยังผลักดันถึงในรัฐสภา ในการกำหนดกรอบนโยบายหลักของประเทศ และในปี 2549 สามารถผลักดันเข้าสู่นโยบายของรัฐบาลได้ โดยเปลี่ยนชื่อเป็น โครงการปลูกต้นไม้ใช้หนี้ และกลายเป็นวาระแห่งชาติของรัฐบาลในที่สุด






_05.jpeg)

